การรักษามะเร็งระยะแพร่กระจายในช่องท้อง(Hipec)
Oct 08 , 2016 10 am

การรักษามะเร็งระยะแพร่กระจายในช่องท้อง(HIPEC)

HIPEC ย่อมาจาก Hyperthermic Intra Peritoneal Chemotherapy  คือ การรักษามะเร็งระยะแพร่กระจายในช่องท้อง ด้วยวิธีการให้เคมีบำบัดที่มีอุณหภูมิประมาณ 42 องศาเซลเซียส ไหลผ่านในช่องท้อง เพื่อช่วยในการทำลายเซลล์มะเร็งที่อยู่ภายในช่องท้อง โดยมักจะร่วมด้วยกับการผ่าตัด CRS (Cytoreductive surgery)  การให้เคมีบำบัดที่มีอุณหภูมิสูง ไหลเวียนผ่านช่องท้องของผู้ป่วย ทำให้มีผลในการทำลายเซลล์มะเร็งที่กระจัดกระจายอยู่ภายในช่องท้องได้

CRS คืออะไร
      คำจำกัดความของ CRS (Cytoreductive surgery) คือการทำผ่าตัดเพื่อเอาเนื้องอกระยะแพร่กระจายออกให้ได้มากที่สุด เพื่อลดจำนวนเนื้องอกระยะแพร่กระจาย มักทำร่วมกับ HIPEC เพื่อให้เคมีบำบัดหลังผ่าตัด การรักษาร่วมกันทำให้อัตราการมีชีวิตรอดของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นกว่าการรักษาแบบเดิม
      การผ่าตัดลดจำนวน Tumor cell (CRS) ที่ดีที่สุดคือ การเอาเนื้องอกระยะแพร่กระจายออกให้หมด หรือถ้ายังมีส่วนเหลือทิ้งไว้ ไม่สามารถเอาออกได้ ควรมีเนื้องอกเหลือขนาดจุดละไม่เกิน 3 มม. เนื่องจากการให้เคมีบำบัดอุณหภูมิสูงจะช่วยทำลายเนื้องอกที่เหลือได้
คนไข้กลุ่มไหนที่สามารถรักษาด้วยวิธี CRS + HIPEC  ก็คือผู้ป่วยที่มีมะเร็งระยะแพร่กระจายที่พบแต่ในช่องท้อง ไม่มีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะนอกท้อง เช่นกระดูกหรือปอดอาการที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้มาพบแพทย์ คือ ท้องโตขึ้นเรื่อยๆ โดยอาจไม่มีความเจ็บปวดอะไร หรือเป็นภาวะที่พบได้หลังการผ่าตัดเนื้องอกของลำไส้ใหญ่ , รังไข่ , กระเพาะ และไส้ติ่ง
ก่อนการรักษา ผู้ป่วยต้องได้รับการตรวจร่างกายโดยละเอียด เพื่อหาต้นเหตุของโรค และวางแผนการรักษา รวมทั้งพยากรณ์โรคว่ามีความเหมาะสมต่อการรักษาวิธีนี้หรือไม่ ในการผ่าตัดแบบ CRS ส่วนใหญ่ จะต้องตัดอวัยวะที่มีเนื้องอกเกาะอยู่ รวมทั้งการเลาะเยื่อบุผนังช่องท้องที่คลุมอวัยวะภายในออกมาด้วย ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่ใช้เวลานานอย่างน้อย 6 ชม. รวมทั้งต้องให้เคมีบำบัดไหลเวียนผ่านช่องท้องหลังทำผ่าตัดเสร็จสิ้นอีก โดยใช้เวลาตั้งแต่ 60-90 นาที
โรคมะเร็งระยะแพร่กระจายแต่ในช่องท้องที่การทำ HIPEC ได้ผลดีคือ
      1.มะเร็งของไส้ติ่ง
      2.มะเร็งรังไข่
      3.Psuedomyxoma peritoneii
      4.Peritoneal mesothelioma
      5.มะเร็งลำไส้ใหญ่
      6.มะเร็งกระเพาะอาหาร
ทำไม HIPEC ถึงดีกว่าการให้เคมีบำบัดเข้าเส้นเลือด?
      เพราะการให้เคมีบำบัดเข้าเส้นเลือดตัวยาเคมีบำบัดไม่สามารถเข้าถึงเนื้องอกที่แพร่กระจายในช่องท้องและน้ำน้ำในช่องท้องได้ รวมทั้งความเข้มข้นของยาเคมีบำบัดที่ให้ทางเส้นเลือดถ้ามีความเข้มข้นไม่เพียงพอจะทำลายเซลล์มะเร็งจำนวนมากได้ เพราะการให้เคมีบำบัดแบบ HIPEC เป็นการผสมยาเคมีบำบัดร่วมกับการเพิ่มอุณหภูมิของยาที่ส่งเข้าไปในช่องท้องโดยตรง ทำให้ผิวสัมผัสของเซลล์เนื้องอก สัมผัสกับยาเคมีบำบัดได้ง่ายและทั่วถึงรวมทั้งการเพิ่มอุณหภูมิจะทำให้ตัวยาเคมีบำบัดสามารถดูดซึมผ่านเข้าไปออกฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น และอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลายโดยเคมีบำบัดได้ง่ายขึ้น
      เคยมีการศึกษาพบว่าการส่งผ่านยาเคมีบำบัดไปยังเซลล์เนื้องงอกได้ระดับสูงกว่าการให้เคมีบำบัดทางหลอดเลือด ถึง 30 เท่าเป็นเหตุผลให้การใช้เคมีบำบัดแบบ HIPEC ดีกว่าการฉีดยาเคมีบำบัดทางหลอดเลือด นอกจากนี้การให้เคมีบำบัดเข้าช่องท้องโดยตรง ที่มีภาวะแทรกซ้อนของเคมีบำบัดน้อยกว่าการให้ผ่านทางหลอดเลือด นอกจากนี้การให้เคมีบำบัดเข้าช่องท้องโดยตรง    จะมีภาวะแทรกซ้อนของเคมีบำบัดน้อยกว่าการให้ผ่านทางหลอดเลือด
การคัดเลือกผู้ป่วยที่จะได้รับการรักษาโดยวิธี CRS+HIPEC นั้นจำเป็นต้องเลือกผู้ป่วยด้วยความรอบคอบเพราะไม่ใช่ว่ามะเร็งระยะแพร่กระจายทุกคนจะได้ประโยชน์จากการรักษาวิธีนี้ เนื่องจากขั้นตอนของการผ่าตัดรักษายุ่งยากและมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจึงต้องมีการคัดเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสมเข้ารับรักษา เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยมากที่สุด
 

การเตรียมตัวเพื่อเข้ารักษาด้วยวิธี CRS  HIPEC

- การตรวจทานผล x-ray  ทั้งหมดที่เคยทำมา
- การตรวจทานประวัติผ่าตัดที่ผ่านมาก่อน
- การตรวจทานผลตรวจชิ้นเนื้อของเนื้องอก
- การสรุปการให้เคมีบำบัดทางหลอดเลือด
- เจาะตรวจเลือดพิเศษบางอย่าง (Tumor marker เช่น CEA CA 19.9 CA125 )
**CRS = Remove tumor mass + Peritonectomy
สถิติ ผลที่ได้จากการรักษาด้วย  CRS – HIPEC โดยเฉลี่ย 5 year Survival 20-40 ตามชนิดของเนื้องอกที่เป็น


นพ.จุมพต บ่อเกิด
ศัลยกรรมทั่วไปและเฉพาะทางผ่าตัดผ่านกล้อง
โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่
นพ.จุมพต บ่อเกิด สาขา : ศัลยกรรมทั่วไป เฉพาะทางด้านการผ่าตัดผ่านกล้อง