การทำผ่าตัดลดน้ำหนักได้ผลดีอย่างไร
Apr 05 , 2016 10 am

ผ่าตัดลดน้ำหนักได้ผลดีอย่างไร



 
โรคอ้วน (morbid obesity) คือภาวะอ้วนที่เป็นโรคเรื้อรังและรักษายากโรคหนึ่ง ถ้าไม่ทำการรักษา ผู้ป่วยจะเกิดภาวะเจ็บป่วยจากความอ้วนจนถึงเสียชีวิตก่อนวัยอันควร  โดยผู้ป่วยท่ีเกิดภาวะ morbid obesity จะมีค่าดัชนีมวลกาย (body mass index, BMI) มากกว่าหรือเท่ากับ 40 หรือหมายถึงผู้ป่วยจะมีน้ําหนักเป็น สองเท่าของน้ำหนักที่ควรจะเป็น (ideal body weight)

เกณฑ์ค่า Body Mass  Index (BMI)

 
 
การรักษาด้วยการใช้ยา การออกกําลังกายหรือการรับประทานอาหารที่มีพลังงานต่ำ สามารถลดน้ำหนักได้ แต่ไม่สามารถรักษาหรือคงน้ำหนัก ให้ผู้ป่วยได้ตลอด ผู้ป่วยมักจะมีน้ำหนักตัวกลับมาเพิ่มขึ้นได้ จึงได้มีการรักษาด้วยการผ่าตัดขึ้น ซึ่งสามารถลดน้ำหนัก ได้ดีกว่า สามารถควบคุมน้ำหนักได้ผลในระยะยาวและยั่งยืน
           
นอกจากจะทำให้ร่างกายดูดี  โดยไม่ต้องใช้ยาลดน้ำหนักอีกต่อไป อีกทั้งยังลดโรคและอันตรายจากโรคอ้วน และลดค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ  จากสถิติพบว่า โรคเบาหวาน  ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไขข้อและกระดูกพรุน และภาวะหยุดหายใจขณะเวลาหลับ มีอาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉลี่ย ร้อยละ 70-80 รวมถึงลดความเสี่ยงจากโรคเส้นเลือดในสมองแตก โรคหัวใจและมะเร็งได้

 การหายของโรคต่างๆ หลังผ่าตัดรักษาโรคอ้วน

 
ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด
• ผู้ป่วยที่มีค่าดัชนีมวลกาย (bodymassindex, BMI) มากกว่าหรือเท่ากับ40
• ผู้ป่วยที่มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่าหรือเท่ากับ 35 และมีโรคแทรกจากความอ้วน (comorbidities)
(แต่ในผู้ป่วยเอเซีย มีรูปร่างเล็กกว่าอเมริกาและยุโรปจึงได้กำหนด ข้อบ่งชี้ BMI เป็น > 37.5 kg/m2 หรือ > 32.5 kg/m2 ที่มีโรคร่วมเกิดขึ้นแล้วก็ควรผ่าตัดรักษาแล้ว)

• ผู้ป่วยที่มีประวัติอ้วนมานาน
• ผู้ป่วยที่เคยมีประวัติล้มเหลวจากการลดน้ำหนักโดยวิธีไม่ผ่าตัด
• ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติและให้ความร่วมมือในการรักษาได้


ปัจจุบันการรักษาโรคอ้วนด้วยการผ่าตัดที่ได้รับ ความนิยม สามารถแบ่ง ออกได้ 2 กลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มที่ผ่าตัดเพื่อลดขนาดกระเพาะอาหาร (Restrictive procedure) เช่นGastric Banding และ Laparoscopic Sleeve Gastrectomy
2. กลุ่มที่ผ่าตัดเพื่อลดขนาดกระเพาะอาหาร และลดการดูดซึม (Combined Restrictive and Mal-absorptive procedure) เช่น Roux-en Y Gastric bypass ตัดกระเพาะและบายพาส/ลดการดูดซึม (Roux-en Y Gastric bypass) และ Biliopancreatic diversion (BPD) และ BPD with duodenal switch
 
 

การผ่าตัดลดความอ้วน โดยใช้กล้องซึ่งทำมากและได้รับความนิยม มี 2 วิธีคือ


1. การผ่าตัดลดขนาดของกระเพาะลง (Sleeve Gastrectomy) โดยตัดกระเพาะออกไปประมาณ 85%

Laparoscopic Sleeve Gastrectomy เป็นวิธีที่ง่ายปลอดภัยและได้ผลการรักษาที่ดี สามารถลดน้ำหนักได้ ประมาณ 40-50% ของน้ำหนักส่วนที่เกิน ในเวลา 2-3 ปี เหมาะสําหรับผู้ป่วยโรคอ้วนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงในการผ่าตัดสูง(high risk for surgery)

2. การผ่าตัดลดความอ้วนแบบตัดต่อกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก (Roux-en Y Gastric Bypass)
 

 
วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคอ้วนโดยเฉพาะ BMI > 50 สามารถลดน้ำหนักได้ ประมาณ 50-60% ของน้ำหนักส่วนที่เกิน ในเวลา 2-3 ปี แต่การผ่าตัดวิธีนี้ต้องมีร่อยตัดต่อลำไส้หลายจุดทําให้ผู้ป่วยอาจมีภาวะแทรกซ่อนหลังผ่าตัดได้มากกว่า เช่น การรั่ว, แผลติดเชื้อ และในภาวะแทรกซ่อนในระยะยาวอาจจะเกิดภาวะขาดสารอาหาร ขาดวิตามิน , แคลเซี่ยม, ขาดธาตุเหล็กได้ ดังผู้ป่วยที่ผ่าตัดบายพาสต้องกินวิตามินเสริมไปตลอด

การปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด

หลังผ่าตัดต้องปฏิบัติตนอย่างไร

•  ออกกำลังกายเมื่อรู้สึกดีขึ้น  มีโปรแกรมการออกกำลังกายเฉพาะผู้ป่วยประเภทนี้
•  เมื่อแพทย์จำหน่ายกลับบ้านควรทานอาหารที่นักโภชนบำบัดแนะนำ

สิ่งสำคัญต้อง

1. ดื่มน้ำเปล่าให้มาก ป้องกันการขาดน้ำ
2. ทานอาหารโปรตีนให้เพียงพอ
3. ทานอาหารทุกมื้อ  ทานทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง
4. ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด และนานกว่าปกติก่อนกลืน
5. หยุดทานเมื่อรู้สึกอิ่ม
6. ดื่มน้ำ ก่อนหรือหลังทานอาหาร 30 นาที
7. งดน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง

ศูนย์ผ่าตัดผ่านกล้องโรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ ได้ผ่าตัดผู้ป่วยโรคอ้วนด้วยวิธีผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร(Laparscopic Sleeve Gastrectomy) กว่า 20 รายอย่างปลอดภัยและลดน้ำหนักได้ตามเกณฑ์



 

 

ภาพเปรียบเทียบก่อนและหลังผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร







พญ.กมเลส  ประสิทธิ์วรากุล
ศัลยกรรมทั่วไปและเฉพาะทางผ่าตัดผ่านกล้อง
โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่