ปวดท้องน้อยสตรี (Pelvic pain)
Feb 17 , 2016 9 am

ปวดท้องน้อยสตรี

 

 

       ปวดท้องน้อยสตรีเป็นปัญหาหนึ่งที่พบบ่อย  การวินิจฉัยเรื่องปวดท้องน้อย บางครั้งก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เนื่องจากในช่องท้องนั้นประกอบด้วยอวัยวะภายในหลายอย่างด้วยกัน เช่น ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ไส้ติ่ง ระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ รวมถึง มดลูก รังไข่และปีกมดลูก เป็นต้น   บ่อยครั้งที่ไม่สามารถแยกโรคไส้ติ่งอักเสบออกจากถุงน้ำรังไข่ที่แตกได้ หรือไม่สามารถแยกโรคมดลูกอักเสบเฉียบพลันออกจากภาวะไส้ติ่งแตกได้  ทำให้ได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง

 

       สาเหตุปวดท้องน้อยสตรีนั้น อาจจะเกิดจากมีการอักเสบติดเชื้อในช่องท้อง พังผืดในช่องท้อง นิ่ว เนื้องอกหรือมะเร็งมาเกี่ยวข้อง  การวินิจฉัยหาสาเหตุเรื่องของปวดท้องน้อย บางครั้งจึงจำเป็นต้องมีแพทย์หลายๆแผนก มาร่วมกันในการดูแลรักษา เข่น อายุรแพทย์ทางเดินอาหาร ศัลยแพทย์ทั่วไป ศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะ รังสีแพทย์

 

การวินิจฉัยสาเหตุปวดท้องน้อยนั้น จำเป็นต้องซักประวัติให้ละเอียด เช่น ปวดท้องน้อยมากี่วัน เป็นมานานแล้วหรือยัง เคยปวดท้องน้อยลักษณะเดียวกันมาก่อนหรือไม่ การรักษาที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นหรือไม่  นอกจากนั้น ประวัติในครอบครัว เช่น ประวัตินิ่ว ประวัติเนื้องอกหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่   ประวัติการถ่ายอุจจาระ ประวัติการถ่ายปัสสาวะ ประวัติการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน ประวัติมีบุตรยาก ประวัติการคุมกำเนิด  ประวัติเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด


 

อาการปวดท้องน้อยสัมพันธ์กับอะไรบ้าง เช่น สัมพันธ์กับประจำเดือนหรือไม่ ปริมาณประจำเดือนที่มีเป็นอย่างไร  สัมพันธ์กับการมีเพศสัมพันธ์หรือไม่ ลักษณะการเจ็บท้องน้อยที่ลึกๆขณะหรือหลังมีเพศสัมพันธ์ จะทำให้แพทย์คิดถึงภาวะเยื่อบุประจำเดือนอยู่ผิดที่หรือภาวะผังพืดในช่องท้องได้   สัมพันธ์กับการยืนหรือนอนหรือไม่ ซึ่งผู้ป่วยที่ปวดท้องน้อย โดยเฉพาะปวดในขณะยืนและเมื่อนอนพัก อาการดีขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งอาจจะมีภาวะเส้นเลือดโป่งพอง ( pelvic congestion )  ก็ได้ 

ลักษณะและตำแหน่งการปวดท้อง ก็เป็นสิ่งสำคัญ เช่น ปวดตื้นๆ หรือปวดลึกๆ มีจุดกดเจ็บหรือไม่ ลักษณะการปวดเป็นแบบบีบๆ  ปวดดิ้น ปวดแบบมวนๆ ในช่องท้อง หรือเจ็บเหมือนมีเข็มตำ  ปวดจนเป็นลมหรือเปล่า 

ประวัติอื่นๆที่สำคัญ เช่น ประวัติการผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นผ่าตัดคลอดบุตร ทำหมันหรือผ่าตัดไส้ติ่ง ประวัติการตั้งครรภ์ ภาวะมีบุตรยาก การแท้งบุตร การตั้งครรภ์นอกมดลูก  

ปวดท้องน้อยสตรี สามารถแยกออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

1.      ปวดท้องน้อยเฉียบพลัน ( Acute pelvic pain )

2.      ปวดท้องน้อยเป็นซ้ำ ( recurrent pelvic pain )

3.      ปวดท้องน้อยเรื้อรัง ( Chronic pelvic pain ) 

 

กลุ่มที่ ปวดท้องน้อยเฉียบพลัน ( Acute pelvic pain )  มักเกิดจากการขาดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะในช่องท้องที่เป็นสาเหตุหรืออาจเกิดจากอวัยวะที่เป็นสาเหตุได้รับความเสียหาย มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย หรือมาอาการเป็นลมในบางราย

 

    สาเหตุของอาการปวดท้องน้อยเฉียบพลันในสตรีที่พบบ่อย เช่น

 

1.       มดลูกอักเสบเฉียบพลัน

2.       ถุงน้ำรังไข่แตก รั่วหรือบิดขั้ว 

3.       ภาวะไข่ตกในช่วงกลางรอบเดือน

4.       นิ่วในท่อไต

5.       กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

6.       การตั้งครรภ์นอกมดลูก


กลุ่มที่ 2 ปวดท้องน้อยเป็นซ้ำ ( recurrent pelvic pain ) เช่น

     ปวดท้องน้อยเนื่องจากไข่ตก ( Mittelschmerz ) กลุ่มนี้เกิดจากมีการหลั่งสารโพสตร้าแกลนดินออกมาจากถุงไข่ที่รั่วออกมา   ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะปวดสั้นๆ 1-2 วัน ในช่วงกลางรอบเดือน รับประทานยาแก้ปวดก็ดีขึ้น แต่ในกรณีที่รับประทานยาแก้ปวด อาการก็ไม่ทุเลาหรือมีภาวะอื่นร่วมด้วย เช่น เป็นลม เหนื่อยง่าย จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อให้การวินิจฉัยที่ถูกต้องต่อไป

     ปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิ ( primary dysmenorrhea ) อาการปวดประจำเดือนมักเกิดในช่วงก่อนมีประจำเดือนและอาจปวดต่อเนื่องได้ถึง 72 ชม อาการปวดมักจะทุเลาได้โดยการใช้ยากลุ่มยับยั้งการสร้างโพสตร้าแกลนดินหรือการใช้ยาคุมกำเนิด  ผู้ป่วยกลุ่มนี้ อาการปวดมักจะดีขึ้นหลังหลังจากมีบุตร

กลุ่มที่ 3 ปวดท้องน้อยเรื้อรัง ( Chronic pelvic pain )  เป็นภาวะที่พบบ่อย และเป็นปัญหามากในการวินิจฉัยและให้การรักษาที่ถูกต้อง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีประวัติการรักษาจากแพทย์หลายคน เนื่องจากการวินิจฉัยหาสาเหตุค่อนข้างยาก

ภาวะปวดท้องน้อยเรื้อรัง ลักษณะของการปวดท้องน้อย ที่มักปวดตลอดหรืออาจจะปวดเป็นช่วงๆ ไม่สม่ำเสมอ (  non cycle pain ) ไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้ และอาการปวดท้องน้อยมักเป็นต่อเนื่องกันมากกว่า 3- 6 เดือน  พบว่า ภาวะปวดท้องน้อยเรื้รังนั้นเป็นสาเหตุในผู้ป่วยที่ตัดมดลูกทั้งหมด ถึง 18%

 

สาเหตุปวดท้องน้อยเรื้อรัง

 

           -เยื่อบุประจำเดือนอยู่ผิดที่

           -ช๊อคโกเล็ตซีสต์

           -พังผืดในช่องท้อง โดยเฉพาะพังผืดที่ยึดระหว่างลำไส้ใหญ่ส่วนปลา ( sigmoid colon ) กับผนังช่องท้อง เป็นสาเหตุถึง 38 % ในผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ด้วยเรื่องปวดท้องน้อยเรื้อรัง

           -มดลูกและปีกมดลูกอักเสบเรื้อรัง

           -เส้นเลือดโป่งพองในอุ้งเชิงกราน ( pelvic congestion )

           -เนื้องอกมดลูกไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม myoma uteri หรือ adenomyosis

           -เนื้องอกและถุงน้ำรังไข่

           -เนื้องอกและมะเร็งลำไส้ใหญ่

           -ลำไส้แปรปวน (irritable bowel syndrome )

           การวินิจฉัยโรคปวดท้องน้อยนั้น ก่อนอื่น จำเป็นต้องแยกภาวะการตั้งครรภ์ออกก่อนเสมอ  การวินิจฉัยหาสาเหตุเรื่องปวดท้องน้อยสตรี จำเป็นต้องซักประวัติและการตรวจร่างกายที่ละเอียด รอบคอบ เพื่อแยกว่า ตำแหน่งที่ปวดท้องนั้นอยู่ในตำแหน่งใด เช่น อยู่ในชั้นผนังหน้าท้องหรืออยู่ในช่องท้อง

           นอกจากนั้น การตรวจภายใน ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ลักษณะ ตำแหน่งและขนาดของมดลูก มีจุดกดเจ็บในอุ้งเชิงกราน  ในผู้ป่วยบางราย การตรวจวินิจฉัยด้วยอัลตร้าซาวด์ หรือเอกเรย์คองพิวเตอร์ เช่น  CT หรือ MRI  จำเป็นสำหรับการช่วยวินิจฉัยโรคและแยกโรค    ในกรณีที่คิดว่าเป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้เล็กหรือลำไส้ใหญ่  การตรวจสวนลำไส้ใหญ่ หรือการส่องกล้องลำไส้เล็กก็จำเป็น

 

           ในกรณีที่คิดว่า สาเหตุน่าจะมาจากระบบทางเดินปัสสาวะ การตรวจปัสสาวะแบบสมบูรณ์แบบ  ก็เป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้นในการค้นหาโรคที่เกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะต่อไป

 

           ในกรณีที่ผุ้ป่วยได้รับการตรวจวินิจฉัยหลายอย่างแล้ว ก็ยังไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน  การส่องกล้องวินิจฉัยในช่องท้อง ( Diagnostic laparoscope )  ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่แพทย์จะใช้ในการตรวจวินิจฉัย แต่เนื่องจากการตรวจด้วยการส่องกล้องวินิจฉัยในช่องท้องนั้น จำเป็นต้องนำผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัดและดมยาสลบ การเลือกใช้วิธีนี้จึงควรมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน

           การรักษาโรค ขึ้นกับการตรวจพบสาเหตุของโรค ให้การรักษาตามสาเหตุโดยคำนึงถึงอายุ ประวัติการมีบุตรร่วมด้วย  ในกรณีที่วินิจฉัยพบจากการส่องกล่้องวินิจฉัยในช่องท้องนั้น ในปัจจุบันมักให้การรักษาโดยการผ่าตัดผ่านกล้องไปด้วยในคราวเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการเลาะพังผืด การผ่าตัดปีกมดลูก การเลาะถุงน้ำรังไข่ รวมไปถึงการผ่าตัดมดลูกและปีกมดลูก

 

 นพ.วิจิตร   ตั้งสินมั่นคง     
สูตินรแพทย์